จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
สัมภาษณ์ "อาริมาสะ ไนโตะ" นักออกแบบโน้ตบุ๊ค22 พฤษภาคม พ.ศ. 2549
เมื่อ 32 ปีที่แล้ว วิศวกรหนุ่มชาวญี่ปุ่น "อาริมาสะ ไนโตะ" ได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของวงการคอมพิวเตอร์ เมื่อได้รับโจทย์จากบริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศญี่ปุ่น ให้ช่วยคิดค้นพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่มีขนาดเล็กลง สามารถพกพาติดตัวได้ง่ายขึ้น (portable computer) ซึ่ง ณ วันนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ "ธิงค์แพด"
และปัจจุบันยังต่อยอดมาสู่แบรนด์ "เลอโนโว" ภายหลังการควบรวมส่วนธุรกิจพีซีค่ายยักษ์สีฟ้า เข้ากับยักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์แดนมังกร เมื่อต้นปี 2548
ดีไซน์....บาย เจแปน
ปัจจุบัน "ไนโตะ" นั่งเก้าอี้รองประธานฝ่ายพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊ค บริษัท เลอโนโว กรุ๊ป จำกัด โดยดูแลรับผิดชอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊คภายใต้ 2 แบรนด์ ผ่านการสั่งสมประสบการณ์จากหลากหลายด้าน ทั้งเทคโนโลยี วิศวกรรม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงตำแหน่งรองประธานฝ่ายเทคโนโลยีของแผนกเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ที่มีเครือข่ายศูนย์การออกแบบครอบคลุมญี่ปุ่น จีน และสหรัฐอเมริกา
เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาเครื่องมือวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเคอิโอะ และเข้าร่วมงานกับบริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2517
"ทีมของผมที่ญี่ปุ่น ได้สร้างสรรค์ทักษะเพื่อพัฒนาพีซีรุ่นใหม่ที่พกพาได้ (Portable PC) เมื่อปี 2531 ซึ่งอีก 2 ปีต่อมา เราก็ได้เครื่องรุ่นแรก ซึ่งมีน้ำหนัก 8 กิโลกรัม ยังไม่มีเแบตเตอรี่ แต่ใช้ AC power และตอนนั้นก็ไม่ได้ใช้ชื่อว่า ธิงค์แพด"
จนกระทั่งปี 2535 "ธิงค์แพด" เครื่องแรกจึงเผยโฉมออกมาในรุ่น 700ซี ด้วยดีไซน์ของรูปลักษณ์ที่ใกล้เคียงกับโน้ตบุ๊คในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเครื่อง "สีดำ" สนิท ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ "ธิงค์แพด" มาจนทุกวันนี้
เบื้องหลังรูปลักษณ์ "โน้ตบุ๊ค"
ทั้งนี้ แม้ทีมงานในประเทศญี่ปุ่น จะเป็นทีมงานหลักที่รับผิดชอบการออกแบบโน้ตบุ๊ค ให้กับไอบีเอ็มมาโดยตลอด แต่เขาก็ปฏิเสธคำร่ำลือที่ว่า "ได้รับแรงบันดาลใจในการดีไซน์ตัวเครื่องโน้ตบุ๊ค มาจากรูปทรงของกล่องข้าวญี่ปุ่น (เบนโตะ)"
"ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนบอกอย่างนั้น เพราะความจริงแล้วไอเดียในการออกแบบโน้ตบุ๊ค ไม่ได้มาจากคนของไอบีเอ็ม แต่กลับมาจากนักออกแบบสินค้าอุตสาหกรรมชื่อดังชาวอิตาลี ชื่อว่า Richard Sapper ซึ่งมีผลงานดีไซน์เด่นๆ ในสินค้าหลายอย่าง เช่น เก้าอี้ โคมไฟ"
ดีไซน์เนอร์ชื่อดังรายนี้ ได้ออกแบบกล่องสี่เหลี่ยมสีดำ ซึ่งมีรูปทรงคล้ายกับโน้ตบุ๊คในปัจจุบัน และมีปุ่มสัมผัสที่กล่อง ซึ่งต่อยอดมาถึงองค์ประกอบอื่นๆ ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์แบบถอดได้ หน้าจอแสดงผล และเมาส์บนตัวเครื่อง เป็นต้น ขณะที่ ทีมงานฝ่ายการตลาดของไอบีเอ็ม ก็ได้นำผลงานออกแบบดังกล่าว มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ในตลาดจริง
"จึงได้มีการตั้งชื่อใหม่ให้กับสินค้า และแยกเป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ และที่น่ายินดีคือ Richard Sapper ก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ออกแบบโน้ตบุ๊คให้เรา จนถึงทุกวันนี้"
ย่างก้าวสู่เจนเนอเรชั่นที่ 3
"ไนโตะ" บอกว่าปี 2549 นี้ ยังเปิดบันทึกหน้าใหม่ของธิงค์แพด เจนเนอเรชั่นที่ 3 หลังผ่านพ้นยุคแห่งการออกแบบในเจนเนอเรชั่นที่ 1 เมื่อปี 2535-2542 และเจนเนอเรชั่นที่ 2 ระหว่างปี 2543-2548
การออกแบบยุคที่ 3 ได้ตอกน้ำแนวคิดที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ในยุคโมบิลิตี้ ซึ่งองค์กรจะได้รับประโยชน์จากผลิตผลในการทำงานที่เพิ่มขึ้น โดยพนักงานไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่ทำงาน แต่สามารถต่อเชื่อมถึงข้อมูลการทำงาน และสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานได้ตลอดเวลา ผ่านเทคโนโลยีไร้สาย
และด้วยข้อจำกัดทางเทคนิคของโน้ตบุ๊ค เมื่อประสิทธิภาพทำงานยิ่งสูงขึ้น เครื่องก็ยิ่งต้องใช้พลังงานมากขึ้น ทำให้ผู้ออกแบบต้องมองถึงปัญหา "เครื่องร้อน" เผื่อไว้ด้วย แต่ขณะเดียวกัน ยิ่งออกแบบให้พัดลมในซีพียูทำงานเพิ่มขึ้นเท่าไร ก็จะเกิดเสียงรบกวนมากขึ้นตามมา
"หนึ่งในงานออกแบบของเรา ที่ปัจจุบันโน้ตบุ๊คหลายรายนำไปใช้ก็คือ เราได้ออกแบบระบบระบายความร้อนในซีพียู ให้มีรูปทรงคล้าย
กับปีกนกฮูก ซึ่งได้มาจากข้อสังเกตที่ว่า นกขนาดใหญ่ประเภทนี้ จะบินได้เงียบมาก"
สำหรับเขาแล้ว "ธิงค์แพด คือ โพรดักติวิตี้ โพรดักต์ ถ้ามองถึงวิธีการทำงานแบบเดิมๆ ถ้าต้องการประสิทธิผลการทำงานสูงๆ ก็ต้องนั่งอยู่ในที่ทำงานถึงวันละ 14-15 ชั่วโมง ดังนั้น ถ้าไม่มีเครื่องมือเข้ามาช่วย ก็อาจทำได้ลำบาก แต่ธิงค์แพด จะเข้ามาเสริมตรงจุดนี้ เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถเข้าถึงข้อมูล และสื่อสารกับคนอื่นในออฟฟิศได้ตลอดเวลา ช่วยให้ประสิทธิผลการทำงานสูงขึ้น"
"ธิงค์แพด-เลอโนโว" บนเส้นทางเดียวกัน
“เมื่อไอบีเอ็ม และเลอโนโว รวมเข้าด้วยกันใหม่ๆ ลูกค้าของเราหลายคน กังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับธิงค์แพดหรือไม่ แต่ ณ วันนี้ เราได้ย้ำให้เห็นแล้วว่า เรายังคงรักษาปรัชญา คำมั่น คุณภาพ เทคโนโลยี ในการออกแบบเอาไว้ เพราะธิงค์แพด ก็ยังเป็นธิงค์แพด”
เพราะยึดมั่นในแนวคิดข้างต้นนี่เอง ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านจากยุคของการออกแบบมาแล้วกี่เจนเนอเรชั่น แต่โน้ตบุ๊ค "ธิงค์แพด" ก็ยังยืนหยัดอยู่ว่าตัวเครื่องต้องเป็น "สีดำ" เท่านั้น เพื่อตอกย้ำถึงเป้าประสงค์ในการทำงาน มากกว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์เพื่อความบันเทิง
ปัจจุบัน แม้ทีมออกแบบธิงค์แพดเดิม จากไอบีเอ็ม จะรวมเข้ากับเลอโนโวแล้ว แต่ธิงค์แพด ก็ยังเน้นตลาดลูกค้าองค์กรใหญ่ ส่วนตลาดเอสเอ็มบี และคอนซูเมอร์ ซึ่งจะตามมาในอนาคตนั้น จะไม่ใช้ชื่อธิงค์แพด แม้ทีมผู้ออกแบบจะเป็นทีมงานเดียวกัน
โดยเฉพาะในส่วนของโน้ตบุ๊คแบรนด์ "เลอโนโว" รุ่นใหม่ๆ ที่จะทยอยออกสู่ตลาดในอนาคตนั้น จะเป็นบทพิสูจน์ของการผสานประสบการณ์งานออกแบบธิงค์แพด เข้ากับข้อมูลทางการตลาดที่รวบรวมจากลูกค้า ในแต่ละประเทศ ก่อนตกผลึกเป็นตัว "ผลิตภัณฑ์" ที่ตรงใจลูกค้า และประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับผลงานที่ผ่านมา