จาก กรุงเทพธุรกิจ
"เลอโนโว" ชวนเปิดตำนาน "ธิงค์แพด"โดย เอกรัตน์ สาธุธรรม
"เราซื้อส่วนธุรกิจพีซีของไอบีเอ็มมาช่วงปี 2005 ซึ่งเราต้องคงแบรนด์ไอบีเอ็มบนตัวโปรดักท์เอาไว้ 5 ปี ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเลอโนโว ตอนนี้เราเตรียมพร้อมที่จะสร้างแบรนด์เลอโนโวให้ลูกค้าได้มีความคุ้นเคย โดยเราใช้ชื่อ Think เข้ามาช่วย ที่ผ่านมาการรับรู้ในแบรนด์เลอโนโวในไทยดีขึ้นตามลำดับ เพราะเราจะเน้นการเปิดตัวโปรดักท์ในรุ่นต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดตัวสินค้าในกลุ่มคอนซูเมอร์ ซึ่งทำให้เลอโนโวได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า"
คำบอกเล่าที่อัพเดทล่าสุด จากผู้บริหารหนุ่ม "ธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย" กรรมการผู้จัดการ บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) จำกัด ภายในงานเวิร์คชอปของเลอโนโว ที่ได้เชิญ "มาซากิ โคบายาชิ" หนึ่งในผู้สร้างตำนานธิงค์แพด ประจำอยู่ในห้องแล็บยามาโตะของเลอโนโว ประเทศญี่ปุ่น มาเล่ารายละเอียดให้ฟังถึงเส้นทางของ "ธิงค์แพด" โปรดักท์เรือธงที่กำลังสร้างรายได้มหาศาลให้กับเลอโนโวทั่วโลก
"เลอโนโว" แบรนด์คอมพิวเตอร์อันดับ 1 ของจีน กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมตัวที่จะเปลี่ยนแบรนด์บนโปรดักท์ทั้งในส่วนของ เดสก์ทอปและโน้ตบุ๊ค จาก "ไอบีเอ็ม" สู่ "เลอโนโว" เต็มตัวในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงกับทางไอบีเอ็มที่ยังต้องคงแบรนด์ไอบีเอ็มบนตัวโปรดัก ท์ไว้ 5 ปี ก่อนจะเปลี่ยนแบรนด์มาเป็น "เลอโนโว" เต็มตัว
ธนพงษ์เล่าว่า หลังจากที่บริษัทเปิดตัวสินค้าภายใต้ชื่อ "Think" ในกลุ่มคอนซูเมอร์ทั้งธิงค์แพดในกลุ่มโน้ตบุ๊ค และธิงค์เซ็นเตอร์ในกลุ่มเดสก์ทอป ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดี โดยเฉพาะสามารถสร้างการรับรู้ในแบรนด์ได้มากขึ้น
“มาซากิ โคบายาชิ” วิศวกรและผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายวิจัยและเทคโนโลยีจากศูนย์วิจัย ยามาโตะ ในญี่ปุ่น เล่าว่า ธิงค์แพดเกิดขึ้นมาตั้งแต่ในปี 1992 โดยนักดีไซเนอร์ชาวอิตาลี "ริชาร์ด แซปเพอร์" (Richard Sapper)
โดยคำว่า "ธิงค์แพด" มาจากการที่ในสมัยก่อนทางไอบีเอ็มได้แจกสมุดโน้ตให้กับพนักงาน และให้พนักงานจดสิ่งที่คิดไว้ในนั้นก็เลยแปลมาเป็นคำว่าธิงค์แพด ในปัจจุบัน ทั้งนี้ธิงค์แพดจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบสี หรือปุ่ม แทรค พอยต์ ที่อยู่ในเครื่อง ทำให้ผู้ที่ได้เห็นและสัมผัสรู้ว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือธิงค์แพด
"ในปัจจุบันนี้เป็นยุคที่ 3 แล้วของเทคโนโลยีธิงค์แพด ที่ถือว่าเป็นเรื่องของความท้าทายในการนำเทคโนโลยีของผู้ผลิตรายอื่นๆ มาประกอบให้เป็นธิงค์แพด โดยคงเอกลักษณ์ไว้คือ บางเบา แต่ยังมีความทนทาน ความสามารถในการเชื่อมต่อ รวมไปถึงทางด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ที่ในทุกๆ วันนี้ ถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก" โคบายาชิเล่า
“ธนพงษ์” เสริมว่า ปัจจุบันทางเลอโนโวได้มีศูนย์วิจัยและพัฒนาถึง 3 แห่งทั่วโลก ได้แก่ ศูนย์วิจัยในประเทศจีน ศูนย์วิจัยที่นอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา และศูนย์วิจัยสุดท้ายคือยามาโตะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสถานที่ให้กำเนิดธิงค์แพด โดยมีวิศวกรและดีไซเนอร์ทั้งหมดประมาณ 1,700 คน
"โคบายาชิ" ยังเล่าถึงดีไซน์ของธิงค์แพดที่ทำไมต้องเป็นโน้ตบุ๊คสีดำ ว่า
"มีคนถามผมว่า ทำไมธิงค์แพดต้องเป็นสีดำ ผมตอบไปว่า จริงๆ แล้ว เราจะพัฒนาให้มันเป็นสีอะไรก็ได้ แต่ในท้ายที่สุดลูกค้าของเราชอบสีดำที่สุด มันเลยกลายเป็นเหมือนดีเอ็นเอของผลิตภัณฑ์ไปโดยปริยาย เพราะไม่ใช่สีดำ ก็จะไม่ใช่ธิงค์แพด"
เขาว่า สิ่งที่แสดงความเป็นธิงค์แพดได้อย่างดีที่สุด ประกอบไปด้วย 3 สิ่ง สิ่งแรก คือ จอภาพ TFT 10.4 นิ้ว ที่ต้องไม่ใหญ่กว่ากระดาษ A4 การใช้คีย์บอร์ดที่ให้ความรู้สึกเหมือนใช้เดสก์ทอป และความสามารถของเครื่องที่แม้ว่าจะขนาดเล็ก แต่ต้องสามารถเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ได้
"ปัจจุบันเทคโนโลยีในโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สร้างความท้าทายให้กับการพัฒนาธิงค์แพดเป็นอย่างมาก วันนี้ในแล็บเรากำลังพูดถึงความบางเบา แต่ทนทาน แบตเตอรี่ที่สามารถอยู่ได้นาน เคสที่สามารถรองรับ Mother Board (Roll Cage) ที่เล็กลงเรื่อยๆ และสามารถทนแรงกระแทกได้อย่างดี ไม่เสียง่าย รวมไปถึงประสิทธิภาพของการระบายความร้อนของเครื่อง ที่ต้องเจอะเจอกับขนาดของซีพียูที่ตัวเล็กลง ทั้งหมดนี้เป็นคีย์โฟกัสของการพัฒนาธิงค์แพด"
โคบายาชิทดลองประสิทธิภาพของธิงค์แพดให้ดู ไม่ว่าจะเป็นการเทน้ำลงไปบนคีย์บอร์ด ซึ่งเขาอธิบายว่า คีย์บอร์ดของธิงค์แพดทุกรุ่นจะมีระบบกักน้ำ และร่องสำหรับให้น้ำไหลออก อีกด้านหนึ่ง เขาทดลองวางธิงค์แพดลงบนพื้น พร้อมใช้เท้าทั้งสองข้างเหยียบ และครั้งสุดท้าย เขาแกล้งทำธิงแพดร่วงหล่นกระแทกพื้น วิศวกรผู้มากประสบการณ์ท่านนี้บอกว่า สิ่งเหล่านี้ คือความภาคภูมิใจของทีมงานในยามาโตะแล็บ
เขาเล่าว่า ธิงค์แพดยังมีจุดเด่นที่กลายเป็นจุดต่างจากคู่แข่ง นั่นคือ การสามารถลดต้นทุนในการทำงานขององค์กร ด้วยความทนทานที่เขาทดลองข้างต้น ทำให้องค์กรสามารถประหยัดต้นทุนการบำรุงรักษาเครื่องไปได้ถึง 80% เลยทีเดียว
"องค์กรปัจจุบันต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมหาศาล ธิงค์แพดไม่ใช่เครื่องที่อ่อนแอ แต่เราแข็งแรงจนไม่จำเป็นต้องเสียค่าบำรุง หรือดูแลรักษาอะไรให้มากเรื่อง"
โคบายาชิบอกว่า ในแล็บยามาโตะ ยังเน้นถึงความสำคัญในเรี่องของการดีไซน์รูปลักษณ์ของธิงค์แพดด้วย ไม่ต่างจากโทรศัพท์มือถือ ในปัจจุบันก็มีดีไซเนอร์เฉพาะรุ่น เฉพาะยี่ห้อ
"เลอโนโวไม่ได้มีแค่โน้ตบุ๊ค แต่มีโปรดักท์ที่เป็นมือถือ ดังนั้น การออกแบบที่นำจุดเด่นของทั้ง 2 โปรดักท์ เดินเข้าหากัน เลยกลายเป็นสิ่งที่เรากำลังทำงานกันอย่างหนักในช่วงนี้ ซึ่งผมคิดว่าคงไม่ดีนัก ถ้าเราจะบอกออกไปว่าเราจะทำอะไรกับทั้งสองโปรดักท์นี้ แต่แน่นอนว่า โปรดักท์ทั้งคู่จะต้องเยี่ยมยอดในเรื่องของไวร์เลส"
ไฮไลต์อย่างหนึ่งที่ "ธิงค์แพด" กำลังทำให้คู่แข่งมองค้อน คือ เรื่องของความปลอดภัย "โคบายาชิ" บอกว่า ธิงค์แพดค่อนข้าง "เร็ว" ในการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัย จากก่อนหน้านี้ที่ใช้การสแกนนิ้วมือ มาวันนี้ธิงค์แพดใช้วิธีการสแกนม่านตา พร้อมทั้งกล้องวิดีโอที่สามารถจับความเคลื่อนไหวได้ทันที หากมีผู้แปลกปลอมเข้ามาสวมรอยในการใช้เครื่อง
"เรามีระบบเตือนภัยที่อยู่ภายในเครื่อง พร้อมทั้งการป้องกัน หากเครื่องถูกขโมย ตัวเครื่องจะทำการลบทิ้งข้อมูลของเจ้าเครื่องให้ทั้งหมด"
เมื่อถามถึงงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาภายในห้องแล็บแห่งนี้ "โคบายาชิ" ส่ายหน้าพร้อมบอกว่า เลอโนโวไม่มีตัวเลขของงบประมาณที่ชัดเจน รู้แต่ว่า งานด้านวิจัยและพัฒนา เป็นเรื่องที่เลอโนโวให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1
ขณะที่ "ธนพงษ์" เล่าถึงทิศทางการทำธุรกิจปีนี้ว่า เลอโนโวยังคงเน้นการทำตลาดในโปรดักท์ทั้งในส่วนของ "ธิงค์แพด" และ "ธิงค์เซ็นเตอร์" อย่างต่อเนื่อง โดยตลาดหลักจะยังอยู่ในกลุ่มคอร์ปอเรทเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มคอนซูเมอร์ บริษัทจะเน้นช่องทางการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าผ่านทางรีเซลเลอร์และช็อปบริการ รวมทั้งการเป็นพันธมิตรล่าสุดกับทางไอทีซิตี้ ซึ่งจะช่วยให้เลอโนโวสามารถขยายตลาดไปยังช่องทางโมเดิร์นเทรดได้ด้วย
"สภาพตลาดตอนนี้ กลุ่มคอร์ปอเรทยังเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของเรา แม้ว่าตลาดจะเติบโตช้าลง แต่เรายังคงเดินหน้าทำตลาดต่อเนื่อง ในด้านของการเข้าไปดูแลรักษาเครื่อง หรือทำความเข้าใจเรื่องของเทคโนโลยี ขณะที่ตลาดที่จะโตคือตลาดคอนซูเมอร์ ทั้งในส่วนของโน้ตบุ๊คและเดสก์ทอป ซึ่งเราได้เปิดตัวโปรดักท์ที่เข้ามาตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้ไปแล้ว ผมเชื่อว่าในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ตลาดคอนซูเมอร์จะโตเป็น 2 เท่าจากปีที่แล้ว" ธนพงษ์ ว่า
ทั้งนี้ ข้อมูลของไอดีซี ระบุว่า ตลาดคอนซูเมอร์ในประเทศไทยปัจจุบันนั้น มีส่วนแบ่งอยู่ 48% ของยอดขายตลาดรวมพีซี แถมยังมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 35% ทุกปี
"ธนพงษ์" บอกด้วยว่า บริษัทยังอยู่ระหว่างการวางแผนที่จะออกโปรดักท์ทั้งในส่วนของโน้ตบุ๊ค และเดสก์ทอปเพิ่มอีกหลายรุ่น รวมทั้งการจัดสัมมนา เทรนนิ่งให้กับลูกค่า และรีเซลเลอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมตัวรับแบรนด์โปรดักท์ในชื่อ "เลอโนโว" ในอีก 3 ปีข้างหน้า
ส่วนกลยุทธ์ที่เลอโนโวจะบุกตลาดนั้น ผู้บริหารเลอโนโวบอกว่า ราคาจะไม่ใช่กลยุทธ์ที่จะนำมาใช้ในการบุกตลาด โดยเฉพาะในตลาดคอนซูเมอร์ ถึงแม้ว่าผู้บริโภคจะมองว่าเป็นแบรนด์จากประเทศจีนก็ตาม โดยยังคงวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของเลอโนโวว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอินโนเวทีฟเป็น จุดขาย มีศูนย์บริการที่ดี
"ก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการสร้างแบรนด์เลอโนโวไปบ้างแล้ว ดูได้จากการร่วมงานในงานไอทีโชว์ โดยเฉพาะในงานคอมมาร์ต ต่างได้รับการตอบรับอย่างดี ยอดขายเติบโตเป็นเท่าตัว"
สิ่งที่ เลอโนโว ประเทศไทย ปรับเพื่อรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มคอนซูเมอร์ ก็คือ การปรับโครงสร้างภายในองค์กร ด้วยการเสริมทีมการตลาดที่ดูแลในแต่ละตลาดเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งยังได้ปรับโครงสร้างช่องทางจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นในส่วนที่เป็นรีเท ลช็อป เพิ่มจากเดิมที่มีอยู่ 20 แห่ง เป็น 50 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นช็อปในกรุงเทพฯ 30 แห่ง ต่างจังหวัด 20 แห่ง อีกทั้งยังได้แต่งตั้งศูนย์บริการหลังการขายตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศอีก 10 แห่ง
"ปีที่ผ่านมาเราอยู่ในช่วงทรานซิชั่น มีการรรวมกิจการ รวมทีมวิจัยและพัฒนาทรัพยากร และเทคโนโลยีระหว่างไอบีเอ็มกับเลอโนโว เข้าด้วยกัน ตอนนี้เลอโนโวกำลังไปสู่สเต็ปที่ 3 เป็นการมุ่งขยายตลาดเข้าไปยังกลุ่มตลาดใหม่ๆ ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าเลอโนโวตั้งรับมาตลอด แต่ตอนนี้ เลอโนโวกำลังเปิดเกมรุกใส่คู่แข่งด้วยการก้าวเข้าสู่ตลาดที่ใหญ่ที่สุด นั่นก็คือตลาดคอนซูเมอร์" ธนพงษ์ว่า